หลายคนสงสัยว่าทำไมหลายบริษัทถึงเลือกใช้ที่ปรึกษากฎหมายจากภายนอกทั้งที่มีที่ปรึกษาภายในอยู่แล้ว ซึ่งต้องบอกก่อนว่า การใช้ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกไม่ได้หมายความว่าฝ่ายกฎหมายภายในทำงานไม่เพียงพอ แต่เป็นการเพิ่มมุมมองและทรัพยากรเฉพาะทางให้กับองค์กรในช่วงเวลาที่จำเป็น เพราะการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้เกี่ยวข้องกับกฎหมายเพียงด้านเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่สัญญาทางธุรกิจ การจ้างงาน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สินทางปัญญา การลงทุน ไปจนถึงข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม การแบ่งบทบาทได้อย่างเหมาะสมจะช่วยให้บริษัทบริหารต้นทุน ควบคุมความเสี่ยง และเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
7 เหตุผลที่บอกว่าทำไมหลายบริษัทถึงต้องมีที่ปรึกษากฎหมายจากภายนอก
การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายด้าน การมีที่ปรึกษากฎหมายหรือฝ่ายกฎหมายประจำบริษัทไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะสามารถรับมือกับประเด็นทางกฎหมายได้ทุกประเภทด้วยบุคลากรภายในเพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละเรื่องอาจมีรายละเอียด เงื่อนไข และความเสี่ยงแตกต่างกันออกไป การนำผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากภายนอกเข้ามาช่วย จึงเป็นอีกแนวทางที่หลายองค์กรเลือกใช้นั่นเอง
เพิ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ทีมภายในอาจไม่ได้ดูแลเป็นประจำ
เนื่องจากกฎหมายธุรกิจมีหลายสาขา เช่น กฎหมายบริษัท กฎหมายแรงงาน กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายภาษี กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายการแข่งขันทางการค้า รวมถึงกฎหมายเฉพาะสำหรับธุรกิจบางประเภท การนำผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษากฎหมายจากภายนอกเข้ามาจึงช่วยเติมช่องว่างในประเด็นที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางได้
เพิ่มมุมมองที่เป็นอิสระต่อประเด็นสำคัญ
ฝ่ายกฎหมายภายในเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร จึงต้องทำงานร่วมกับฝ่ายบริหาร ฝ่ายขาย ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายบุคคล และหน่วยงานอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา ความใกล้ชิดนี้เป็นข้อได้เปรียบในด้านความเข้าใจธุรกิจ การมีมุมมองจากบุคคลภายนอกสามารถช่วยให้บริษัทเห็นความเสี่ยงที่อาจถูกมองข้ามได้
รองรับงานเฉพาะกิจหรือประเด็นที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
หากบริษัทสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญทุกด้านไว้ภายในองค์กร อาจทำให้เกิดต้นทุนบุคลากรที่สูงโดยไม่จำเป็น การใช้บริการผู้เชี่ยวชาญภายนอกเฉพาะเมื่อมีโครงการหรือประเด็นที่ต้องการความเชี่ยวชาญ สามารถช่วยให้บริษัทบริหารทรัพยากรได้ยืดหยุ่นกว่า
ช่วยรับมือกับข้อพิพาทและสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน
เมื่อบริษัทเข้าสู่ข้อพิพาท ความต้องการด้านกฎหมายอาจเปลี่ยนจากงานให้คำปรึกษาทั่วไปเป็นการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและวางกลยุทธ์รับมืออย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้ารายสำคัญ ลูกค้า ผู้ถือหุ้น หรือคู่แข่งทางธุรกิจ
ช่วยเพิ่มกำลังในการจัดการคดีหรือข้อพิพาท
หากฝ่ายกฎหมายภายในต้องดูแลงานประจำจำนวนมากพร้อมกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น อาจทำให้ทรัพยากรของทีมถูกกระจายออกไปหลายด้าน การนำที่ปรึกษากฎหมายภายนอกเข้ามาร่วมทีมจึงช่วยแบ่งภาระและทำให้แต่ละฝ่ายสามารถโฟกัสกับหน้าที่ของตนเองได้มากขึ้น
ช่วยเตรียมความพร้อมก่อนปัญหาจะขยายตัว
การใช้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกไม่ได้จำเป็นเฉพาะเมื่อเกิดคดีแล้วเท่านั้น บริษัทสามารถนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาประเมินสถานการณ์ตั้งแต่เริ่มเห็นสัญญาณของความเสี่ยง เช่น คู่ค้าไม่ปฏิบัติตามสัญญา มีข้อโต้แย้งเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา หรือเกิดข้อร้องเรียนจากบุคลากร
รองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจและกฎหมาย
ธุรกิจในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัทอาจเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ ใช้เทคโนโลยีใหม่ เก็บข้อมูลลูกค้าเพิ่มขึ้น หรือขยายการทำธุรกรรมไปยังตลาดใหม่ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้เกิดข้อกฎหมายใหม่ที่ฝ่ายกฎหมายภายในต้องศึกษาเพิ่มเติม
การมีฝ่ายกฎหมายภายในและการใช้ที่ปรึกษากฎหมายภายนอกไม่ใช่เรื่องที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นการแบ่งบทบาทให้เหมาะกับลักษณะงานของบริษัท ฝ่ายกฎหมายภายในสามารถดูแลงานที่ต้องอาศัยความเข้าใจองค์กรและการประสานงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญภายนอกอาจเข้ามาช่วยในประเด็นที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะด้าน การทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่ายจึงช่วยให้บริษัทไม่ได้มองกฎหมายเพียงในมุมของการแก้ปัญหา แต่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงและสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจได้ตั้งแต่ต้น มองเห็นความเสี่ยงได้รอบด้าน และสามารถวางแนวทางป้องกันปัญหาก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในอนาคต
